ประเทศไทยเทียบเคียงรัฐกระดาษ (Paper State)

 

  วันที่ผมเขียนบทความเรื่องนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เข้ามานั่งเขียนบทความที่ Coffee shop ชั้นล่างของโรงแรมแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ได้มานั่งห้องแอร์เย็นฉ่ำนอกบ้าน ก็ช่วยประหยัดค่าไฟที่บ้านได้มากทีเดียว อากาศร้อนมากจนพัดลมธรรมดาก็เอาไม่อยู่ครับ อย่างที่ทุกท่านทราบ ปัจจุบันนี้เราก็ต่างอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวไปด้วยกัน พร้อมทั้งต้องเผชิญกับสภาพวิกฤตพลังงานด้วย ทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่เราต้องแบกรับภาระ ซึ่งบางครั้งเราอาจคิดไปเองว่า ปัจจุบันสถานการณ์รวมถึงสภาพแวดล้อมในบ้านเราเหมือนว่าจะดีขึ้น แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือแม้กระทั่งระบบราชการที่ใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ของเรามากและดูเหมือนจะทันสมัยแต่ก็ยังล้าหลังอยู่เรื่อยมา 

  ท่านผู้อ่านครับ สถานการณ์บ้านเรายิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้ผมนึกถึง นักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกคนหนึ่ง คือ Jame A. Robinson ผู้ที่เคยฝากผลงานเขียนหนังสือ Why Nations Fall ซึ่งเสนอแนวคิดที่น่าชวนติดตามที่เรียกว่า Paper State หรือรัฐกระดาษ ทั้งนี้โรบินสันยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จากผลงานการศึกษาเชิงเปรียบเทียบความมั่งคั่งระหว่างประเทศต่างๆอีกด้วย 

  โรบินสัน มีมุมมองว่า รัฐกระดาษ ไม่ได้หมายถึงรัฐที่อ่อนแอ หากแต่หมายถึงรัฐที่มีอยู่บนกระดาษอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นรัฐที่มีรัฐธรรมนูญ มีหน่วยงาน มีองค์กรต่างๆ มีระเบียบกฎหมาย แต่กลับปฏิบัติไม่ได้จริง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีระเบียบกฎหมายครบถ้วน แต่ไม่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดผลในทางปฏิบัติและเป็นไปในทางที่ดีที่ถูกต้องได้ 

  รัฐกระดาษถ้าพูดให้ชัดมากขึ้น ก็คือ รัฐที่เขียนตัวอักษร ข้อความอย่างเก่งกาจ สวยหรู เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและบังคับใช้กับทุกคนอย่างเป็นธรรม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถทำให้เกิดผลดีอะไรสักอย่าง นั่นเอง 

  หากมองย้อนมาที่ประเทศไทย เราก็จะเห็นได้ว่า เป็นประเทศที่มีความสามารถออกแบบข้อความบนกระดาษอย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาหลายฉบับ เรามีองค์กรอิสระ มีวิสัยทัศน์ของประเทศระดับเซียน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในยุครัฐประหารครั้งล่าสุด แต่ทางปฏิบัติไม่เคยเกิดผลที่ดีเป็นจริงเป็นจัง 

  คำถามคือสิ่งที่ เขียนขึ้นตั้งแต่สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในรัฐธรรมนูญไปจนถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ เราก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง หรือทำให้คนไทยมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเด่นชัด 

  ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีหลายร้อยมาตรา แต่ประชาชนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้อย่างแท้จริงด้วย เรามีองค์กรอิสระที่มีลักษณะไม่อิสระ ระบบราชการโดยข้าราชการยังไม่เป็นที่พึ่งของประขาขนเท่าที่ควร 

  นี่คือปรากฏการณ์ของรัฐกระดาษอย่างชัดเจนครับ 

โรบินสัน ยังอธิบายว่า รัฐที่เข้มแข็งที่แท้จริงนั้น คือรัฐที่มีความสามารถในการบังคับใช้นโยบายและแทรกซึมเข้าไปในสังคมได้ กล่าวคือไม่ใช่เพียงมีนโยบาย แต่ต้องทำให้นโยบายนั้นเกิดผลในชีวิตจริงให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ 

 โดยลักษณะเด่นของรัฐกระดาษ จะมีอยู่ 3 ประการคือ 
  1. ความสมบูรณ์แบบบนเอกสาร คือ รัฐเหล่านี้มักมีโครงสร้างที่ดูดี มีระบบที่ดูทันสมัยแต่ก็เป็นแค่ภาพลวงตา
  2. ความล้มเหลวในการปฏิบัติ คือ มีนโยบายดีเพียงใดก็ไม่สามารถลงไปถึงระดับปฏิบัติได้จริง 
  3. การเลือกปฏิบัติ คือ มีกฎหมายแต่ไม่ได้ถูกใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจและอิทธิพล 

   ผมมองว่าทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าวมันช่างเข้ากับสภาพที่แท้จริงของประเทศไทยในขณะนี้ กล่าวคือ เราเป็นประเทศที่ไม่สามารถทำให้กฎหมายมีความหมายได้ ยกตัวอย่างระบบราชการ เรามีหน่วยงานเกิดขึ้นมากมายที่มีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน ราชการมีระเบียบขั้นตอนที่ซับซ้อนแต่ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสร้างความไม่ประทับใจให้เกิดขึ้น ข้าราชการทำงานทุกวัน กลับมีแต่เสียงก่นด่าจากประชาชนที่มาติดต่อหรือขอรับบริการไม่เว้นแต่ละวัน 

  หน่วยงานราชการมีเอกสารมากขึ้นแต่ผลลัพธ์กลับน้อยลง ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่า 50 ปี แต่เราก็เเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับต้นๆของอาเซียน รวมทั้งระบบเศรษฐกิจก็ยังถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ 

  สิ่งที่เห็นเด่นชัดยิ่งกว่านั้นก็คือรัฐกระดาษ มักจะสร้างภาพลวงตาว่า ประเทศกำลังก้าวหน้าแต่ความจริงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐยังคงอ่อนแอ เรามีระบบเทคโนโลยีดิจิทัล มีแอปพลิเคชั่นของรัฐที่ดูทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนมากยังคงต้องไปต่อคิวเพื่อทำธุรกรรมในรูปแบบต่างๆ เหมือนย้อนไปในยุคอะนาล๊อก พูดให้ง่าย ก็คือ เรามีแค่เปลือกของรัฐสมัยใหม่ แต่ยังคงขาดแก่นแท้ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

  คำถามสำคัญคือแล้วเราจะหลุดพ้นจากความเป็นรัฐกระดาษได้อย่างไร? 

  โรบินสันยังชี้ให้เห็นว่า การสร้างรัฐที่เข้มแข็งคือการทำให้สถาบันของรัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นให้ได้ 

  กรณีประเทศไทยเราต้องเริ่มจากการทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงตัวอักษรในกระดาษ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ 

  ประเด็นต่อมาต้องมีการปฏิรูประบบราชการให้มีความคล่องตัว ลดความซับซ้อนและเน้นผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน และที่สำคัญคือต้องมีระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้ง แต่รวมถึงการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ 
  
  เพราะหากรัฐยังคงเป็นของคนบางกลุ่ม รัฐก็ยังคงเป็นเพียงรัฐบนกระดาษต่อไป แล้วในที่สุดข้อมูลของกระดาษไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคแต่เป็นปัญหาทางการเมืองและสังคม ที่เป็นเรื่องของอำนาจความสัมพันธ์และวัฒนธรรม 

  มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงมีแนวคิดเหมือนเช่นเดียวกับผม ที่เชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดความสามารถ เรามีทรัพยากร มีบุคลากรและมีศักยภาพที่ดีพอๆกับประเทศอื่น แต่สิ่งที่เราขาดคือความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่เขียนกับสิ่งที่ทำ เรามีคำพูดมากกว่าการกระทำและตราบใดที่เรายังคงพอใจกับการเป็นรัฐที่ดูดีบนกระดาษ เราก็จะไม่มีวันกลายเป็น รัฐที่ทำงานและมีประสิทธิภาพได้จริง 

  เราไม่อยากอยู่ในประเทศที่คนภายนอกต่างตราหน้าว่าเป็นประเทศที่เป็นรัฐกระดาษอย่างสมบูรณ์แบบ เราต้องการเป็นรัฐที่มีตัวตน มีผู้นำที่เป็นผู้นำอย่างแท้จริง นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เราจะยังคงเป็นรัฐกระดาษต่อไป หรือจะกลายเป็นรัฐที่มีชีวิตชีวา ผู้คนมีความสุขในการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง

  คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาฉบับใด แต่อยู่ในความกล้าหาญของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันเผชิญหน้ากับความจริงและเปลี่ยนแปลงมันให้ได้ เพราะรัฐที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกระดาษแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยการ กระทำของผู้คนในสังคมนั่นเอง 

  ผมเชียนบทความจบย่อหน้าสุดท้าย ก็ต้องรีบกลับบ้านไปพักผ่อน เตรียมพร้อมเพื่อทำงานในวันจันทร์ วันสดใส เหมือนอย่างกัลยาณมิตรหลายท่านส่งรูปภาพพร้อมข้อความอวยพรมาให้ทุกเช้า ทั้งสวัสดีวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เป็นความรู้สึกดีๆทุกวันครับ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความสุขเหมือนที่ทุกท่านส่งมาให้ผมทุกวันด้วย

  ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศกระดาษอย่างสมบูรณ์แบบเลย 

  ทุกท่านจงโปรดช่วยกันครับ คนกล้าเท่านั้นที่จะช่วยดึงประเทศออกจากหล่มปลักที่เป็นอยู่ขณะนี้ได้ 

  หากประเทศไทยโดนตราหน้าว่าเป็นประเทศกระดาษหรือรัฐกระดาษอย่างสมบูรณ์แบบ ก็น่าอับอายเสียเหลือเกิน 

  จริงไหมครับ?

หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com 

ความคิดเห็น