งูเปื้อนคูถ : นักบวชที่ไม่ควรเข้าใกล้


... วันนี้ผมขออนุญาตเขียนแบ่งปันเรื่องราวที่เกี่ยวกับธรรมะของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงได้พร่ำสอนหมู่สัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทวดา มาร พรหม ในสมัยครั้งพุทธกาล เป็นธรรมะที่ออกมาจากพระโอษฐ์ (ปาก) หรือ ที่เรียกว่า “พุทธวจน” ที่ผมได้อ่านและเสพคบมานับเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มในเดือนมิถุนายน 2561 นี้ ด้วยเหตุที่ได้ครุ่นคิดมาตลอดที่ว่า บุคคลหรือปุถุชนทั่วไป ยังมองเห็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ว่า เป็นสิ่งที่ยาก ไกลตัวเกินไป จึงทำให้มีน้อยคนนักที่จะหันมาใส่ใจศึกษาคำสอนของพระผู้มีภาคเจ้าอย่างจริงจัง ทั้งๆที่พระองค์ก็เคยตรัสไว้แล้วว่า คำสอนที่พระองค์ตรัสสอนทั้งหมดนั้น บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วสิ้นเชิง อีกทั้งคำสอนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อกาลิโก” คือ ใช้ได้ไม่จำกัดเวลา แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไปสักกี่ปีก็ตาม และใช้ได้กับบุคคลทุกคนทุกเชื้อชาติทุกศาสนาอีกด้วย อันจะเห็นได้จากในสมัยพุทธกาลที่พุทธบริษัท 4 ทั้งหลาย มีคนจากหลายชาติ หลายวรรณะ ที่เมื่อนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติแล้ว ก็สามารถแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ให้กับตนเองได้ทั้งสิ้น..

..จริงอยู่ว่า การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ตามหลักคำสอนต่างๆ ก็สามารถทำให้สังคมเป็นปกติสุขได้ แต่ปัญหามีอยู่ว่า
หากเป็นไปเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด ที่จะมีการบังเกิดขึ้นของอรหันตสัมมาสัมพุทธะบนโลกใบนี้ เพราะว่าทุกคนสังคม ทุกเชื้อชาติ ต่างมีลัทธิความเชื่อและหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อความสงบสุขแบบโลกๆกันอยู่แล้ว นั้น ยังทำให้โอกาสของการเกิดเป็นมนุษย์ และการได้มาพบคำสอนของพระพุทธเจ้ากลับกลายเป็นความสูญเปล่าไปสิ้นเชิง เหตุผลเนื่องมาจากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่าเพราะเหตุใดก็ตาม ที่ทำให้ 3 สิ่งนี้ คือ ชาติ(การเกิด) ชรา มรณะ มีอยู่ในโลก เพราะเหตุนั้นนั่นเอง จึงมีการบังเกิดขึ้นของอรหันตสัมมาสัมพุทธะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดนับตั้งแต่ราตรีที่ทรงตรัสรู้ ไปจนถึงปัจฉิมวาจา ก่อนปรินิพพานนั้น มีลักษณะเชื่อมโยงประสานเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด เพราะพระองค์ทรงกำหนดสมาธิทุกครั้งเมื่อจะพูด ทุกถ้อยคำจึงไม่ผิดพลาด คำพูดที่พูดออกมาทั้งหมดนับแต่วันตรัสรู้จนกระทั่งปรินิพพาน สอดรับไม่ขัดแย้งกันด้วยประการทั้งปวง นี้เป็นความอัศจรรย์วิเศษที่ถูกชาวพุทธมองข้าม หรือไม่รู้เลยก็ว่าได้..

..นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงยกย่องให้ชาวพุทธที่แท้จริง เป็นบุตร เป็นโอรสของพระองค์ท่านด้วย (ไม่ได้ยกให้เป็นทาสของพระองค์เหมือนอย่างคำสวดมนต์ทำวัตรเย็นทั่วไป) ดังที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า อนึ่งศรัทธาของผู้ใดแลตั้งมั่นในตถาคต ฝังลงรากแล้ว ดำรงอยู่ได้มั่นคง อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆในโลกก็ตามไม่ชักนำไปทางอื่นได้ ผู้นั้นควรจะกล่าวอย่างนี้ว่า “เราเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดโดยธรรม เนรมิตโดยธรรม เป็นทายาทโดยธรรม” ดังนี้ นั่นจึงเป็นคำถามของผมและเรื่องท้าทายสำหรับชาวพุทธ ในแง่ที่ว่าทุกวันนี้ เราศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ในระดับที่สามารถเปิดจุดเชื่อมโยงธรรมที่ซ้อนทับเกี่ยวเนื่องกันอยู่ได้หรือไม่ และเราใช้ประโยชน์จากคำสอนของพระพุทธองค์ ได้ถึงอานิสงส์ที่มุ่งหมายอย่างแท้จริงแค่ไหน ..

หรือแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ในสังคมไทยทุกวันนี้ได้น้อมนำคำสอนมาเผยแผ่ได้ถูกต้องแค่ไหนอย่างไร ยิ่งมีข่าวในทางด้านลบเกิดขึ้นในพระสงฆ์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเงินทอนวัด พระประพฤติไม่สมควรกับเพศบรรพชิต หรือประพฤตินอกแนวในศีลและสิกขาบทต่างๆที่นอกเหนือจากอริยวินัยโดยชอบแล้ว การที่พระสอนธรรมะนอกแนวศาสนา สอนให้คนยังหลงหรือยึดติดกับสิ่งที่จะนำมาซึ่ง ลาภ ยศ สักการะใดๆนั้นมีให้เห็นอยู่อีกมากก็ตาม..

มีพระสูตรบทหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบนักบวชที่ประพฤติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ว่าเป็นเหมือนดั่ง งูเปื้อนคูถ ในบทพระสูตร –บาลี ติก. อํ.20/158/466 ที่ว่า ภิกษุทั้งหลาย! นักบวชชนิดไรที่ทุก ๆ คนควรขยะแขยง ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
ภิกษุทั้งหลาย! นักบวชบางคนที่หมายถึงนี้ เป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่เลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็อ้างตัวว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ก็อ้างว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติหมักหมมเหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย ภิกษุทั้งหลาย! นักบวชชนิดนี้แลที่ทุก ๆ คนควรขยะแขยง ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ข้อนั้นเพราะอะไรภิกษุทั้งหลาย? เพราะเหตุว่าถึงแม้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะไม่ถือเอานักบวชชนิดนี้เป็นตัวอย่างก็ตาม แต่ว่าเสียงร่ำลืออันเสื่อมเสีย จะระบือไปว่า “คน ๆ นี้ มีมิตรเลว มีเพื่อนทราม มีเกลอลามก” ดังนี้..
ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนงูที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมอุจจาระกัดไม่ได้ก็จริงแล แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมอุจจาระให้เปื้อนด้วยอุจจาระได้ (ด้วยการดิ้นของมัน) นี้ฉันใด แม้ผู้เข้าใกล้ชิดจะไม่ถือเอานักบวชชนิดนี้ เป็นตัวอย่างก็จริงแล แต่ว่าเสียงเล่าลืออันเสื่อมเสียจะระบือไปว่า “คน ๆ นี้ มีมิตรเลว มีเพื่อนทราม มีเกลอลามก” ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น นักบวชชนิดนี้จึงเป็นคนที่ทุก ๆ คนควรขยะแขยง ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้.

และอีกพระสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสบอกลักษณะของภิกษุผู้มีศีล (นัยที่ 3) -บาลี สี. ที. 9/85/104. ว่า เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังทำพีชคามและภูตคามให้กำเริบ, คืออะไรบ้าง ? คือพืชที่เกิดแต่ราก พืชที่เกิดแต่ต้น พืชที่เกิดแต่ผล พืชที่เกิดแต่ยอด และพืชที่เกิดแต่เมล็ดเป็นที่ห้า. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการทำพีชคามและภูตคาม เห็นปานนั้น ให้กำเริบแล้ว แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ทำการบริโภคสะสมอยู่เนืองๆ, คืออะไรบ้าง ? คือสะสมข้าวบ้าง สะสมน้ำดื่มบ้าง สะสมผ้าบ้าง สะสมยานพาหนะบ้าง สะสมเครื่องนอนบ้าง สะสมของหอมบ้าง สะสมอามิสบ้าง. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการบริโภคสะสม เห็นปานนั้นเสียแล้ว แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ดูการละเล่นกันอยู่เนืองๆ, คืออะไรบ้าง ? คือดูฟ้อน ฟังขับ ฟังประโคม ดูไม้ลอย ฟังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ ฟังตีฆ้อง ฟังตีระนาด ดูหุ่นยนต์ ฟังเพลงขอทาน ฟังแคน ดูเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย ดูเขารบกัน ดูเขาตรวจพล ดูเขาตั้งกระบวนทัพ ดูกองทัพที่จัดไว้. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการดูการเล่น เห็นปานนั้นเสียแล้ว แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือทายลักษณะในร่างกายบ้าง ทายนิมิตลางดีลางร้ายบ้าง ทายอุปปาตะ คือของตกบ้าง ทำนายฝัน ทายชะตา ทายผ้าหนูกัด ทำพิธีโหมเพลิง ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดโปรยแกลบ ทำพิธีซัดโปรยรำ ทำพิธีซัดโปรยข้าวสาร ทำพิธีจองเปรียง ทำพิธีจุดไฟบูชา ทำพิธีเสกเป่า ทำพิธีพลีด้วยโลหิตบ้าง เป็นหมอดูอวัยวะร่างกาย หมอดูภูมิที่ตั้งบ้านเรือน ดูลักษณะไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอทำยันต์กันบ้านเรือน หมองู หมอดับพิษ หมอแมลงป่อง หมอหนูกัด หมอทายเสียงนก เสียงกา หมอทายอายุ หมอกันลูกศร หมอดูรอยสัตว์. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือทำนายจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ทำนายดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์ ว่าจักเดินในทางบ้าง นอกทางบ้าง, ทำนายว่า จักมีอุกกาบาต ฮูมเพลิง แผ่นดินไหว ฟ้าร้องบ้าง ทำนายการขึ้น การตก การหมอง การแผ้วของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาว จะมีผลเป็นอย่างนั้นๆ ดังนี้บ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือ ทำนายว่าจักมีฝนดีบ้าง จักมีฝนแล้งบ้าง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความสบาย จักมีความทุกข์ จักมีโรค จักไม่มีโรคบ้าง ทำนายการนับคะแนน คิดเลข ประมวล, แต่งกาพย์กลอน สอนตำราว่าด้วยทางโลก ดังนี้บ้าง. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือ ดูฤกษ์อาวาหะ ดูฤกษ์วิวาหะ ดูฤกษ์ทำการผูกมิตร ดูฤกษ์ทำการแตกร้าว ดูฤกษ์ทำการเก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ทำการจ่ายทรัพย์, ดูโชคดี โชคร้ายบ้าง, ให้ยาบำรุงครรภ์บ้าง ร่ายมนต์ผูกยึด ปิดอุดบ้าง, ร่ายมนต์สลัด ร่ายมนต์กั้นเสียง เป็นหมอเชิญผีถามบ้าง เชิญเจ้าเข้าหญิงถามบ้าง ถามเทวดาบ้าง ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ร่ายมนต์เรียกขวัญให้บ้าง. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือ บนขอลาภผลต่อเทวดา ทำการบวงสรวงแก้บน สอนมนต์กันผีกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำการบวงสรวงในที่ปลูกเรือน พ่นน้ำมนต์ บูชาเพลิงให้บ้าง ประกอบยาสำรอกให้บ้าง ประกอบยาประจุ ประกอบยาถ่ายโทษข้างบน ประกอบยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมัน หยอดหู ทำยาหยอดตา ประกอบยานัตถ์ุ ประกอบยาทำให้กัด ประกอบยาทำให้สมาน เป็นหมอป้ายยาตา เป็นหมอผ่าบาดแผล เป็นหมอกุมาร หมอพอกยาแก้ยาให้บ้าง. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

นี่คือพระสูตรจากหลักธรรม "พุทธวจน" ที่ผมได้รับประโยชน์อย่างมากจากการศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้ยิ่งเห็นภาพพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกแนวศาสนาได้อย่างแจ่มชัดขึ้น... ยังมีอีกหลายๆพระสูตรที่เกี่ยวเนื่องกัน วันพรุ่งนี้ขออนุญาตนำมาเขียนต่ออีกครั้งครับ...

หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com


ความคิดเห็น

  1. สุดยอดจริงๆครับ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นธรรมอันประเสริฐยิ่ง เป็นอกาลิโกครับ

    ตอบกลับลบ
  2. Good!!!

    ..........................................................
    betflik สมัคร betflik
    betflik สมัคร betfilk
    ..........................................................

    ตอบกลับลบ

โพสต์ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์ แบบอย่างข้าราชการติดดิน

แคมเปญโฆษณา "อะเมซิ่ง ไทยเท่" ด้วยเพลง "ยามรัก"